2009/Mar/14

ผมค่อนข้างแปลกใจมากทีเดียวนะครับที่แฟนๆบาร์ซ่าหรือแฟนบอลในประเทศไทยไม่ค่อยกล่าวถึงเขาคนนี้เลยทั้งที่จะว่า

ทั่วโลก(หมายถึงต่างประเทศ)นั้นยกย่องให้เขาเป็นต้นตำหรับของมิดฟลเพลย์เมกเกอร์  โดยแท้และต่างก็ยกย่องให้เขาคือเพลย์เมกเกอร์ทีดีที่สุดในยุค 90 ซึ่งหลายคนต่างบอกว่าเขานั้นดีกว่าซิเนอดีน ซีดานเสียอีก

ไม่ใช่ใครที่ไหนเลยครับMichael Laudrup เจ้าของเสื้อเบอร์ 9 ของบาร์ซ่าที่อาจจะเรียกได้ว่าดีที่สุดตั้งแต่มีมานั่นเอง และนักเตะที่ดีทีสุดตลอดกาลของเดนมาร์กอีกด้วย


อันที่จริงตัวผมนั้นแม้ในวัยเด็กจะมีโอกาสได้ดูฟุตบอลบ้าง  แต่ก็เป็นมิลานมากกว่าบาร์เซโลน่าเป็นหลัก(ผมเชียร์ทั้งสองทีมครับแต่มิลานออกแนวพันธุ์แท้บาร์ซ่าพันธุ์ทางมากกว่า)

ซึ่งสำหรับในตำแหน่งมิดฟิลเพลย์เมกเกอร์นั้น  ผมให้ความสนใจไปที่เดยัน ซาวิเซนวิชมากกว่าไมเคิลเลาดรู๊ปเนื่องเพราะได้ดูมิลานบ่อยกว่า  และนัดชิงที่ทั้งสองทีมเจอกันไมเคิลก็ไม่ได้ลงเล่นเสียด้วย(ไม่แน่ใจนะครับแต่คิดว่าไม่ได้ลง)

แล้วตอนเด็กนั้นตัวผมค่อนข้างชื่นชอบนักเตะในตำแหน่งศูนย์หน้ากับและกองหน้าตัวต่ำเป็นพิเศษดังนั้นจึงให้ความสนใจกับสตอยคอฟ  หรือ บาจโจ้เป็นพิเศษ

แต่เอาเข้าจริงๆ  บาร์ซ่ายุคดรีมทีมนักเตะที่สำคัญที่สุดในแนวรุกก็คือเขาคนนี้นี่แหละครับ

ถึงแม้ในช่วงจุดที่พีคสุดๆผมไม่ค่อยมีโอกาสได้ดูเขาคนนี้เล่นแต่กับ Ajaxซึ่งเป็นช่วงปลายอาชีพเขานั้นต้องบอกว่ายังสุดยอดเหมือนเดิม

 


ทำไมถึงเรียกว่าต้นตำหรับเพลย์เมกเกอร์

ไมเคิล เริ่มเล่นฟุตบอลในยุค กลางของปี 80 ซึ่งยุคนั้นมีมิเชล พลาตินี่ในสตาร์ดังคับโลก  และทั่วทุกโลกต่างกล่าวขานว่าเขาคือต้นตำแบบของเพลเมกเกอร์ในยุค 80ถึงต้น90 แต่เจ้าตัวกับปฏิเสธแล้วบอกว่าคนที่น่าจะเรียกว่าเพลเมกเกอร์จริงๆคือไมเคิ่ลต่างหาก

ทั้งสองเคยเล่นร่วมกันในช่วงเวลาสั้นๆคือปี 85- 87 ในชุดม้าลายกระมัง

ซึ่งฟุตบอลโลกปี 86 นั้น ไมเคิ่ลได้ติดทีมยอดเยี่ยมของโลกหรือฟีฟ่าไปด้วย

แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของไมเคิ่ลคือ ปี 91-94 ต่างหาก  ไมเคิลเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของการพาเดนมาร์กในยุคที่เรียกว่าถือว่าเป็นทีมที่สุดยอด(ขาดแต่กองหน้า)  ทีมหนึ่งร่วมกับปีเตอร์ ชไมเคิ่ล  และไบรอันน้องชายด้วยเช่นกัน


แต่ภาพที่คนติดตาไมเคิลที่สุดคือ เสื้อเบอร์ 14 และเบอร์ 9 ของบาร์เซโลน่าต่างหาก

หากจะเอ่ยถึงสไตล์การเล่นของไมเคิลให้แน่ชัดนั้นโดดเด่นที่สุดคือวิสัยทัศน์ในการทำเกม  ซึ่งมิลเชลพลาตินี่ซึ่งถือว่ามีส่วนกับการปลุกปั้นไมเคิ่ลนั้นบอกว่า ไมเคิ่ลคือนักเตะที่มีพรสวรรค์และวิสัยทัศน์มากที่สุดตั้งแต่เคยมีมาเลยทีเดียว

ไมเคิ่ลเหมือนมีตาอยู่ทุกที่ในสนาม  เขามองเห็นทุกสัดส่วนในสนาม  นอกจากนี้ยังสามารถพาบอลไปได้กับตัวอย่างดีเยี่ยมแม้จะไม่รวดเร็ว  แต่ดูแล้วเพลินตายิ่งนัก  มีลูกผ่านที่เฉียบขาดและงดงาม  โดยเฉพาะการชิพบอลให้เพื่อนร่วมทีมเข้าทำไมเคิ่ลถือเป็นอันดับหนึ่งในยุคนั้น


หากใครที่ดูราอูลเล่นบ่อยๆจะรู้เองว่าทักษะการชิพบอลของเขาได้มาจากไมเคิ่ลนั่นเอง  onion10  onion10

นอกจากนี้เนื่องจากนิยมใส่ทั้งเบอร์ 14 และเบอร์ 9 แฟนๆจึงมักจะคิดถึงโยฮัน ครัฟฟ์ผู้เป็นโค้ชของเค้าเสมอ(ครัฟฟ์ใส่เบอร์ 14 ในช่วงต้นกับ Ajaxและฮอลแลนด์ แต่ใส่เบอร์ 9 ในช่วงอยู่บาร์เซโลน่าและช่วงปรายค้าแข้งกับAjax)

นอกจากทักษะการผ่านบอลและการเลี้ยงแล้ว  ไมเคิ่ลยังมีจุดเด่นที่ลูกยิงไกล  ที่หวังผลได้อย่างดีเยี่ยม 


หากลูกยิงการหาตำแหน่งตลอดจนสเต็ปเท้าของ มาร์โก ฟาน บาสเท่น ได้รับการขนานเป็นเพชฌฆาตพรายกระซิบ

ลูกจ่ายอันยอดเยี่ยม วิสัยทัศในการสร้างสันและทักษะในการเลี้ยงบอลของไมเคิ่ล เลาดรู๊ปก็สมควรเรียว่า  กระซิบพราย อีกทีเช่นกัน

หากเอ่ยให้ถูกสำหรับคนที่สงสัยในสไตล์การเล่นของเขา  ผมขอเปรียบเทียบแล้วกัน  สเต็บเท้าแพรวพราวเพลินตาเหมือนรุยคอสต้า  เปี่ยมด้วยจินตนาการและการผ่านบอลที่ยอดเยี่ยมเหมือนเดนิส เบิร์กแคมป์  คล่องแคล่วไปกับบอลได้ดี(แต่ถึงกับจรวด)และมีความเฉียบขาดแน่นอนเหมือนริคาโด้ กาก้า

ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่หลายคนมักจะออกมายกย่องว่าเขาคือนักเตะ(ในตำแหน่งมิดฟิลเพลย์เมกเกอร์)ที่ดีที่สุดในยุคต้น 90 (แต่ถ้าเก่งสุดในยุคต้น90 ผมให้บาจโจ้ครับ)

นอกจากนี้ไมเคิลยังเป็นผู้เล่นที่สุภาพมากตลอดชีวิตการค้าแข้งของเขาไม่เคยได้รับใบแดงเลย


และยังมีน้องชายที่ยอดเยี่มอย่างไบรอันด้วยทั้งคู่อาจเป็นคู่พี่น้องที่ดีที่สุดของวงการฟุตบอลเลยทีเดียวเชียว
-------------------------------------------------------------------------------------

ความสำคัญต่อทีมในยุคบาร์เซโลน่ายุคดรีมทีม

บาร์ซ่าในยุคดรีมทีมที่มีโยฮัน ครัฟฟ์เป็นผู้จัดการทีมนั้น  เล่นบอลด้วยระบบ  3-3-1-3  ซึ่งขอบอกว่าเป็นยุคที่ดรีมทีมจริงๆ  และต้องเป็นดรีมทีมเท่านั้นที่จะเล่นแผนนี้ได้เพราะในระบบนี้มีกองหลังตัวกลางจริงๆแค่คนเดียว(อีกสองคนเป็นกึ่งวิงแบ็คกึ่งเซ็นเตอร์)  มิหนำซ้ำกองหลังคนนั้นยังเป็นโรนัล คูมันผู้มีคติประจำใจคือเรื่องเกมรุกกับฟรีคิกต้องสุดยอด  เกมรับตัวใครตัวมัน 

ดังนั้นฟุตบอลในนิยามของครัฟฟ์ จึงเป็นพาสซ็อคเกอร์ และเพอร์เซ็นชั่นซ็อคเกอร์  หรือฟุตบอลที่เน้นการครอลโทรนบอลเป็นหลัก  อันสืบเนื่องมากจากปรัชญาการเล่นที่บอกว่า "จงให้ลูกฟุตบอลวิ่ง แทนคนวิ่งเพราะบอลมันเหนื่อยไม่เป็น" 

ซึ่งคนที่มีส่วนสำคัญที่สุดก็น่าจะเป็นไมเคิ่ล(ถึงแม้จะมีเป๊บคอยเก็บบอลอีกทีก็เถอะ)

ซึ่งตัวไมเคิ่ลนั้นเป็นคนที่ทำให้บาร์เซโลน่ามีทิศทาง ในการเข้าทำ  และมีจ่ายบอลที่สวยงามหลากหลาย  ฮริสโตสตอยคอฟ  กับ โรมาริโอ ยิงประตุได้เป็นเข่งก็สืบเนื่องจาก ไมเคิ่ลและเป๊บนี่แหละครับ[82%ของลูกผ่านของไมเคิ่ลเป็นประตูทั้งสิ้น]


เนื่องจากความสำคัญดังกล่าวนั้นส่งผลเห็นชัดเจนที่สุดคือ  เมื่อปี 1994 บาร์เซโลน่าเข้าชิงกับมิลาน  ซึ่งหลายๆคนต่างฟันธงแน่นอนว่าบาร์ซ่าจะชนะเพราะมิลานชุดนั้นขาดสุดยอดปราการหลังอย่าง บาเรซี่และคอสตาคูต้า  แต่ทุกคนกลับลืมคิดคำนึงไปว่าบาร์ซ่าก็ขาดสุดยอดมิดฟิลอย่างไมเคิ่ลด้วยเช่นกัน  ผลจึงออกมาว่ามิลานชนะ 4-0  ซึ่งไม่แน่ว่าหากไมเคิลได้ลง  ผลอาจออกมาเป็นอีกอย่างและคนที่ถูกจดจำอาจเป็นไมเคิ่ล เลาดรู๊ปแทน เดยัน ซาวิเชนวิชก็เป็นได้

-------------------------------------------------------------------------------------
คำยกย่องจากตำนานนักเตะและผลงานอันยอดเยี่ยมคงเส้นคงวา

ผลจากความคงเส้นคงว่าของไมเคิลนั้น  ทำให้เขาได้รับโหวตว่าเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยใน รอบ 25 ปีของลาลีกา เลยทีเดียว (1974-1999)

ต่อไปนี้คือคำยกย่องต่างๆเกี่ยวตัวเขาจากบรรดายอดตำนานของลูกลูกหลัง


โรมาริโอ  " เขาเป็นผู้เล่นที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเล่นด้วยและผมให้เขาเป็นอันดับ 4 ผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาลเท่ากับซีดาน"

ราอูล : "เลาดรู๊ปเป้นผู้เล่นที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเล่นด้วย"(ปี 2006 ซึ่งขนาดนั้นเล่นกับซีดานแล้ว)

ครัฟฟ์ : " เขาเป็นผู้เล่นที่ทำงานด้วยยากที่สุด ไม่ใช่เพราะนิสัย แต่เป็นการยากที่จะรีดฟอร์ม 100 เปอร์เซ็นต์ของเขาออกมาได้จากปกติที่เขาทำได้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นฟอร์มที่ดีที่สุดในโลกแบบไม่มีใครเทียบเคียงได้อยู่แล้ว"

พลาตินี่  : "ไมเคิลมีทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นการที่เขาไม่เห็นแก่ตัวเพียงพอ เขาเป็ผู้เล่นที่มีพรสวรรค์สูงสุดตลอดกาลของโลก แต่ไม่เคยอยู่ในฟอร์มสูงสุด"

กวาดิโอล่า:  "เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้ ผมแทบไม่อยากเชื่อว่าเขาไม่ได้รางวัลส่วนตัวอะไรเลย"

เบ็คเค่นบราวน์ :  "เปเล่ดีที่สุดในยุค 60 ครัฟฟ์ในยุค 70 มาราโดน่ายุค 80 และยุค 90 ต้องเป็นไมเคิล เลาดรู๊ป !!!

ซารามาโน่ : Un genio(อัจฉริยะ)เหตุผมที่ผมยิงประตุได้เยอะ(เล่นร่วมกันที่เรอัล และเป็นดาวซัลโว)คือไมเคิล เลาดรู๊ป

มาราโดน่า : หนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดตั้งแต่มีมา

Clemente : นักเตะที่อัจฉริยะที่สุดตั้งแต่ผมเคยเห็นมา  เขามักจะมองหาเพื่อนและสร้างโอกาสเสมอ

ครัฟฟ์ :(หลังจากบาร์ซ่าแพ้มาดริด 0-5 ซึ่งมีเลาดรู๊ปนำทัพ)ไมเคิลเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมมากราวกับว่าเป็นความฝันและเวทมนตร์  ผมมองไม่เห็นเลยว่าในโลกนี้มีนักเตะคนใดเล่นได้ใกล้เคียงกับเขา


Roberto Galia:ผมเคยเล่นกับมาราโดน่า พลาตินี่และ บาจโจ้ แต่ ผู้เล่นที่ผมคิดว่าสุดจะพรรณนาที่สุดคือ ไมเคิล เลาดรู๊ป

-----------------------------------------------------------------------------------

ผมเชื่อเหลือเกินว่าสำหรับบาร์เซโลน่าแล้ว  อาจจะมีคนที่เก่งกว่า  พิเศษกว่า  แต่คงไม่มีใคร"ดีไปกว่า"ไมเคิล เลาดรู๊ป ในฐานะมิดฟิลเพลย์เมกเกอร์ และเจ้าของเสื้อเบอร์  9 อีกแล้ว

ดังนั้นคำว่า ต้นตำหรับของเพลย์เมกเกอร์คงไม่เกินเลยไปสำหรับชายผู้นี้  ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงคิดเช่นนั้นเหมือนกันครับ 

สำหรับต่างประเทศนั้นจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม  แฟนบอลนั้นยกย่องเขาเหนือกว่าซีเนอดีน ซีดานเสียอีกนะครับ


-------------------------------------------------------------------------------------


แถมคลิปเล็กน้อย

http://www.youtube.com/watch?v=tmLc9qjtZIg&feature=related

 

edit @ 15 Mar 2009 18:22:39 by สบายๆ

2009/Feb/26

ผมติดตามฮอลแลนด์มาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าจะเกิดไม่ทันยุคของโยฮัน ครัฟฟ์ และยุคของพี่พรายตอนพีคๆก็ตาม แต่ผมก็มีวิดิโอเก็บไว้

เมื่อเรากล่าวถึงนักเตะดัตช์

ภาพที่นึกออกขึ้นมาก็คือ กองหน้ากับ ปีกและมิดฟิลตัวรุกใช่ไหมครับ

ซึ่งสิ่งนี้นั้นฮอลแลนด์ไม่เคยขาดมาก่อนและก็ทุกๆรอบ 10-15ปีมักจะมีคนที่เด่นที่สุดออกมาให้เห็นเสมอ

ซึ่งนั่นมันเป็นเรื่องจริงครับเพราะโดยทัศนคติของชาวดัตช์นั้นเน้นฟุตบอลรุกเต็มสูบเสมอ

จนมีคำคมที่สืบทอดต่อๆกันมาคือ แพ้ 4-5 ยังดีกว่าชนะ 1-0เพราะนำแล้วอุด(ไม่ได้เหน็บอิตาลี่นะเพราะผมชอบอิตาลี่ยุคโรบี้(ยุคเน้นบุกน่ะนะ)


แต่จริงๆแล้ว ถึงแม้จะเป็นระบบโททัลฟุตบอลก็ตามแต่ที่เน้นให้ผู้เล่นทั้ง 10(ยกเว้นประตู)มีส่วนร่วมกับเกมรุก แต่จริงๆแล้วระบบของฮอลแลนด์นั้นจะมีผู้เล่นของคนนึงที่รับภาระหน้าที่ที่หนักที่สุดเสมอ


ผู้เล่นคนนั้นคือมิดฟิลตัวกลาง มิดฟิลที่สำคัญที่สุดในทีมครับ คนที่คอยตามเก็บบอล พักบอลให้เพื่อน คนที่คอยปรับสมดุล ความยืดหยุ่นของทีม เป็นผู้เล่นที่ต้องทั้งมีมันสมองในการยืนตำแหน่งเป็นเลิศ และความขยันที่คอยทดแทนผู้เล่นคนอื่นเมื่อเกิดช่องว่าง ผู้เล่นที่คนตั้งเกมบุกคนแรกนั่นเอง ตำแหน่งนี้ ที่เด่นที่สุดก็มี นีสเก้น อารีฮาน แฟร้ง ไรจ์การ์ด และฟิลลิป โคคูนั่นเอง

หลายคนอาจจะยังมองไม่เห็นปัญหาตรงจุดนี้ และคิดว่าที่สำคัญที่สุดนั้นคือกองหลังคู่กลางมากกว่า

แต่ว่าแต่ไหนแต่ไรมาแล้วนะครับ ทัศนคติฟุตบอลดัตช์นั้นเขาไม่เคยคิดถึงเกมรับอยู่แล้ว ถ้าเกมเล่น 120นาทีเขาก็จะบุกมันทั้งร้อยยี่สิบนาทีนี่แหละ ดังนั้นกองหลังแม้สำคัญแต่สำหรับฮอลแลนด์คงไม่ถึงขั้นจำเป็นหรอก

ผมยังจำได้ว่าปัญหานัดที่เจอรัสเซียนั้น ปัญหาของฮอลแลนด์จริงๆนั้นอยู่ที่มิดฟิล ตัวรับคู่กลางมากกว่า


ปัญหานั่นก็คือมิดฟิลของฮอลแลนด์มีหนึ่งขาดสองและสาม พอตัดบอลจากรัสเซียมาได้กับไม่มีปัญญาลำเลียงบอลไปยังแดนหน้าครับ ซึ่งปัญหานี้หลายคนอาจจะคิดว่าน่าจะแก้ได้ถ้าร็อบเบนลงแล้วเปิดบอลไปยังช่องว่างหลังแบ็คขวาที่ดันขึ้นมาสูงของรัสเซีย

แต่ผมคิดว่ามันเป็นการเล่นที่ง่ายๆเกินไป และผิดหลักการสร้างสรรค์ของฮอลแลนดืที่เน้นการเข้าทำที่หลากหลายจากแดนกลาง มากกว่าเล่นลูกฉาบฉวยซึ่งผมคิดว่าวิธีนี้ใช้ได้กับในทีมที่ใช้แบ็คดันขึ้นสูงเท่านั้นเอง


หลายคนอาจจะบอกว่า ตัวตัดเกมก็เดยองไง มันก็จริงอยู่หรอกครับ ที่เดยองเป็นตัวตัดเกมที่ดีวิ่งได้ไม่มีเหนื่อย คอยป้องกันการเล่นของทีมจากโซนต่างๆ แต่มันก็ได้แค่นั้น มีแต่ความขยันแต่ขาดความฉลาดและความเข้าใจ


ผู้เล่นของฮอลแลนด์ทุกคนต้องรุกเป็นโดยธรรมชาตินั่นจึงเข้ากับวิสัยของฮอลแลนด์ เดยองอาจจะเก่งในเรื่องการทำลายเกมคู่ต่อสุ้ แต่การรักษาสมดุลของทีมให้ไหลลื่นล่ะครับ เขาเทียบกับพวกดาวิดส์และโคคูไม่ได้เลย

ดาวิดยังมีความดุดันในการผลักดันเกมรุก


โคคูก็มีการยืนตำแหน่งที่ดีมีการผ่านบอลที่ง่ายต่อคนที่ได้รับ คอยรักษาสมดุลของทีมให้ไหลลื่น

แต่ดูนักเตะฮอลแลนด์ชุดนี้แล้วมันไม่มีใครดีพอที่จะทำเช่นนั้นเลยจริงๆ


ปัญหาของฮอลแลนด์ยังไม่ใช่แค่นั้นอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องอิโก้ที่ขึ้นชื่อของนักเตะดัตช์เลย


ปัญหาก็คือ ฟาร์ท กับสไนเดอร์ สองคนนี้ใครควรยืนตรงไหนแล้วก็ทำอะไรนั่นก็คือปัญหาชิ้นโต

ในศึกยูโร ผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดอาจเป็นสไนดอร์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาเก่งกว่าฟาร์ท ตรงกันข้ามผมกับคิดว่ามันเหมือนปัญหาของอิตาลี่ มีเดลทำไมต้องมีต็อตติด้วย

สไนเดอร์ อาจผ่านบอลยิงไกล ฟรีคิกได้คมกริบ แต่อย่างอื่นล่ะ เขาสามารถเชื่อมเกมได้ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ผู้เล่นทุกคนสามารถกระทำได้หากหมั่นฝึกซ้อม


ในศึกยูโร คนที่ทำงานหนักที่สุดในฮอลแลนด์คือ ฟาร์ทกับเดยอง เดยองต้องคอยวิ่งชดเชยในส่วนที่ขาดเหลือของแผงแบ็คโฟร์ ฟาร์ทต้องคอยมาล้วงบอล และคอยมาตัดเกมเสมอ เพราะอิงเกลล่านั้นจ่ายบอลได้ฟายมาก ทั้งยังต้องคอยปั้นเกม ป้อนบอลให้ผู้เล่นริมเส้นและกองหน้าอีก ภาระของเขาหนักเกินไป มันไม่ใช่ธรรมชาติของแฟนตาซิสต้า ที่ผ่านบอลได้อัจฉริยะแบบเขา

ผิดกับสไนเดอร์ที่แม้จะไม่ได้เล่นมิดฟิลตัวรุกตรงกลาง แต่ก็ได้เล่นมิดฟิลริมเส้น ซึ่งเป็นตัวรุกเต็มตัวอิสระในเกมรุกมากกว่า ภาระในเกมรับก็น้อยกว่า



แต่ก็อีกนั่นแหละ หลายคนที่เคยดูอาหยักซ์อาจจะมองว่าพวกเขาเล่นด้วยกันได้ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริง แต่อาหยักซ์ชุดนั้นเล่น 4-1-2-1-2 ใช้ฟาร์ทเล่นหลังคู่กองหน้า ไม่ใช่ 4-3-3 ดั้งเดิมของฮอลแลนด์(ปัจจุบัน 4-2-3-1)
ระบบต่างกันวิธีการเล่นก็ต่างกัน ปัญหาจึงไม่เหมือนกัน เพราะทั้งคู่เป็นประเภทผู้เล่นเซ็นเตอร์มากกว่า ริมเส้นโดยธรรมชาติ


แต่กับฮอลแลนด์สองคนนี้ ต้องมีใครสักคนหนึ่งที่ยอมสวมบทเป็นพระรอง(ซึ่งตอนนี้รับบทโดยไอ้พี่มาร์ก ) ยอมลดบทบาทของตัวเอง คอยเชื่อมบอลจากหลังไปหน้าช่วยเดยอง ซึ่งลำเลียงบอลได้ไม่ดี


หลายๆครั้งในยุคพี่พรายมักจะเป็นฟาร์ท


ลายละเอียดของการเล่นของฟาร์ทกับสไนเดอร์นั้นแม้แตกต่างกันมาก คนนึงหวือหวาเน้นชั้นเชิง อีกคนเล่นง่ายเน้นประสิทธิภาพ แต่จริงๆ ประสิทธิภาพนั้นไม่ต่างกันมากนัก ผ่านบอล ยิงไกล สอดแถวสอง ลูกตั้งเตะ อาจจะแตกต่างตรงที่ฟาร์ทเป็นประเภทจอมเทคนิค ในขณะที่สไนเดอร์เป็นประเภทง่ายๆแต่ชัวร์ แต่ก็ไม่ต่างกันมาก



ผมพยายามมองหาข้อแตกต่างและประโยชน์ที่น่าจะได้จากข้อแตกต่างนี้มากที่สุด จนในที่สุดนัดกับไอซ์แลนด์นั้นค่อยเห็นข้อเด่นชัด นั่นก็คือบอลที่ออกจากเท้าและลักษณะการจ่ายของทั้งสองคน

สไนเดอร์นั้นจ่ายบอลทรูพาสได้อย่างคมกริบทำให้ผู้รับบอลเก็บบอลได้ง่าย และเป็นลูกที่ได้มาตรงจุดพอดี

แต่วิธีผ่านบอลแบบแฟนตาซิสต้าของฟาร์ทนั้นต่างกัน ฟาร์ทผ่านอาจไม่คมกริบเท่าสไนเดอร์แต่เขาสามารถมองเห็นพื้นที่ที่สไนเดอร์มองไม่เห็น บอลที่ออกจากเท้าฟาร์ทสามารถยิงหรือใช้ต่อได้ทันที แค่จังหวะเดียวก็เปลี่ยนเป็นสกอร์ได้ เหมือนกับเดล ปิโร่และเบริกแคมป์ยังไงยังงั้นจะเหลือก็แต่ฟาน เพอร์ซี่ก็อีกคนที่ขาดไปแค่ความแน่นอนเท่านั้น


สองคนนี้มีปัญหามากเมื่อเล่นในระบบ 4-3-3(4-2-3-1) เพราะคนหนึ่งดันเข้าไปในกรอบแต่อีกคนก็ตามเข้าไปด้วย ขาดการประคองเกมตัวเก็บบอลจึงไม่มี

ใครคนหนึ่งต้องลดบทบาทลงเป็นตัวสร้างสมดุล ทำไมพี่พรายถึงให้ฟาร์ทลงต่ำ ผมพอเข้าใจเพราะ ฟาร์ทนั้นการสื่อสารกับเพื่อนดีกว่าสไนเดอร์มาก ติดทีมชาติตัวจริง(จำนวนอาจใกล้เคียงกันแต่ฟาร์ทติดก่อน และสไนเดอร์ช่วงแรกเป็นสำรองเสียเยอะ)นานกว่า อยู่อาหยักซ์ก้ฮอลแลนด์เยอะ ไปHSVก็มี บรูลารูซ มาไธจ์เซ่น และเดยองอีก ดังนั้นการสื่อสาร การรักษาสมดุลยุ่อมดีกว่า


แต่นักเตะประเภทแฟนตาซิสต้าไม่ควรไปเล่นอย่างนั้นสไนเดอร์น่าจะทำได้ดีกว่า เพราะการเปลี่ยนแกนสไนเดอร์นั้นทำได้ดีกว่า การผ่านบอลไกลก็ทำได้ดีกว่า ระยะยิงก็มากกว่า มิหนำซ้ำเทคนิคการครองบอล ของฟาร์ทนั้นน่าจะเหมาะที่จะได้รับอิสระมากกว่าสไนเดอร์


แต่ปัญหานี้ผมก็ได้แต่หวังว่าชูสเตอร์จะช่วยให้สองคนนี้หายข้องใจกันได้ในมาดริด

เพราะแท้ที่จริงนั้น แกนหลักของฮอลแลนด์ควรมีสองคนนี้เป็นที่ตั้ง


เพราะร็อบเบ็นกับ RVPนั้นเจ็บบ่อยเกินกว่าที่จะคิดในระยะยาวได้


แต่อย่างไรก็แล้วแต่ สู้เขาต่อไปฟลายอิงด์ดัตช์แมน

2007/Dec/26

เมื่อผมดู macross f ตอนแรกจบ

 

 


ต่อไปนี้คือspoilที่อาศัยความรู้สึกกับสมองดูล้วนๆ

 

 

เราจะไม่พูดถึงเรื่องCG  แต่เราจะพูดถึงแต่เนื้อเรื่อง  การเล่นมุมกล้องการเล่นจังหวะของเรื่องนี้  ต้องบอกว่าภาคนี้เป็นภาคต่อที่ได้กลิ่นอายภาคแรกมามากที่สุดเลยก็ว่าได้  ทั้งฉากเริ่มต้น  ทั้งมุมกล้องเลียนแบบกันมาเป๊ะ  กะจะให้เป็นการลำรึกความหลังของภาคแรกเต็มที่เหมือนกับที่ทำให้seed เหมือนfrist gundam 

จะเริ่มอย่างไรดีผมก็ไม่ทราบเพราะตอนนี้เมื่อดูตอนแรกจบยอมรับเลยครับว่าเลือดมันสูบฉีด  จนลืมเรื่องสอบวันพรุ่งนี้เลย  เนื้อเรื่องนับว่าทิ้งห่างภาคsevenมาสมควรเพราะเป็นเวลาหนังจากseven 14ปี  ในปี 2059 นั้นUN ได้ก่อตั้งอนานิคมอวกาศได้สำเร็จซึ่งต้องบอกว่าโครงสร้างชื่อเรียกนั้นเอามาจากgundamเต็มๆเพราะเรียกว่าโคโลนี่  (ไม่แน่ใจว่าในsevenสร้างได้แล้วรึยังเพราะมันนานเลยลืมไปแล้ว)  แต่ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีจะทำได้ดีมากเพราะลักษณะการอยู่อาศัยนั้นเรียกได้ว่าดีกว่าโลกปัจจุบันซะอีก  เพราะสภาพแวดล้อมในโคโลนี่เขียวขจีและที่สำคัญ  รึสึกว่าจะใช้แรงโน้มถ่วงได้มากกว่าในgundamด้วยซ้ำ

อะเริ่มกันทีเนื้อเรื่อง  เปิดมาเป็นฉากบินเข้าโคโลนี่เพื่อเปิดคอนเสริตของเชอรรี่(ผู้หญิงผมเหลืองบนภาพในrepแรก)  ซึ่งก็ตามสูตรคือเป็นไอดอลเป็นที่ยอมรับ(แต่ไม่ใช่นักร้องบ้าๆเหมือนไอ้หัวตั้งกองหญ้าหรอกนะ)


จากนั้นก็ตัดมาทางด้านผู้ชายผมนำเงินยาว  ชื่ออัลโด้  ลูก้าแล้วก็อีกคน(จำไม่ได้)ซึ่งคาดว่าอัลโด้คือตัวเอก(แต่ไม่ชอบหน้าตามันเล้ย  เห็นแล้วทำให้เกิดความรู้สึกที่แบบว่าอะไรวะไอ้หน้าเกย์เสียงตุ๊ดนี่)


ซึ่งอัลโด้ก็เหมือนเด็กหนุ่มทั่วไปใจร้อน  ต้องการหาเงินทำ  ไม่ชอบทำตามคำสั่งและไม่ชอบการดูถูกและที่สำคัญเหมือนพระเอกทุกภาคอยากเป็นนักบินวัลคีรี่และก็มักคิดว่าตัวเองขั้นบินตัวเองจะต้องเก่ง(ซึ่งต่างจากฮิคารุพระเอกภาคแรกเกือบทุกคนเพราะฮิคารุไม่ได้มั่นใจในตัวเองขนาดนั้น)  อัลโด้และเพื่อนของเขาอีกสี่คน  มีหน้าที่เหมือนแดนซ์เซอร์ของเชอรี่  ซึ่งเขาเป็นฝ่ายอุปกรณ์คือใส่เครื่องร่อนอย่างฉากแรกนั่นแหละ

จากนั้นก็ตัดมาที่ranka  เด็กหญิงสุดจะLผมเขียว  ผู้ซึ่งอาศัยหรือว่าทำงานอยู่ภัตราคารนี่แหละ  ซึ่งก็อีกนั่นแหละranka  ชอบ เชอรี่เหมือนคนทั่วไป

ซึ่งขณะที่rankaกำลังจะไปดูคอนเสริตนั้นก็พอดีว่ามาเจอพวกอัลโด้ที่กำลังเตรียมตัวแสดงคอนเสริตซึ่ง  ตอนนั้นเองที่อัลโด้เปิดก๊อกนั้นล้างหน้าในขณะที่rankaวิ่งมาก็เลยเปียกพอดี  แต่พอเห็นสภาพอัลโด้rankaก็อุทานออกมาว่า "โอ้สวยจังเลย"  ทำเอาอัลโด้นั้นโกรธไปเลย  (ผมมาคิดดูอีกทีอัลโด้นี่ก็คง  เป็นคามิว บีดั้นของมาครอสนี่แหละนิสัยหลายอย่างเหมือนกันมาก)หลังจากนั้นทั้งสองคนก็แนะนำทำความรู้จักกันเป็นปกติ

ขณะที่rankaกำลังจะเข้าไปดูคอนเสริตนั้นก็ได้พูดคุยกันถึงการร้องเพลงหรืออะไรนี่แล้วrankaก็ร้องเต้นให้ดู
(ซึ่งรู้สึกว่าน่าจะเป็นภาษาจีน)

จากนั้นก็เป็นฉากคอนเสริตของเชอรี่  ซึ่งต้องบอกว่าหากเปรี่ยบเทียบ  ลิน  มินเมย์เป็นนักร้องสาวน้อยไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก  ต้องบอกว่าเชอรี่เป็นภาพลักษณ์ของไอดอลยุคใหม่ที่ต้องสวยต้องsexy  และก็ต้องกล้าโชว์(ไม่เหมือนกับยุคของมินเมย์ที่ใส่กระโปรงบานฟูฟ่อง)  แต่มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันก็คือเสียง  ต้องบอกว่าทีมงานหาเสียงของเชอรี่ได้คล้ายเสียงของมินเมย์มากๆ(แต่เราชอบเสียงของ  มินเมย์มากกว่า) (แต่ที่จริงชอบชารอน กับ เมียง จากภาคplusมากกว่า)    


แต่ในขณะที่เชอรี่ร้องเพลงอยู่นั้นภายนอกโคโลนี่ก็เกิดการรุกรานจากมนาวต่างดุ๊ดขึ้นมาอีก  ซึ่งมนุษย์ต่างดาวครั้งนี้ต้องบอกว่าเก่งกว่าพวกเซนทราลกับเมลทราลในอดีตมากๆ  เพราะมี่ทั้งปีก  มีทั้งอาวุธที่คล้ายบีม  ทำให้เกิดความรู้สึกว่า(นี่มันแอร์โรเกเตอร์ในSRW  หรือไม่ก็เอเลี่ยนในฟาฟเนอร์ชัดๆ)

ซึ่งก็เป็นเสห์น่ของมาครอสอีกอย่างหนึ่งที่สามารถนำฉากที่สุดแสนจะขัดแย้งมารวมกันไว้ทำให้เป็นความงดงามชนิดหนึ่งได้อย่างเช่นฉาก (เชอร์นี่ร้องเพลงซึ่งมีฉากหลังเป็นสงคราม)   แต่หน่วยวัลคีรี่(ซึ่งในสมัยนี้ยังใช้รุ่น 17 เป็นหลัก) นั้นไม่สามารถสะกัดกั้นการรุกรานจากมนุษย์ต่างดาวได้  ทำให้สิ่งมีชีวิตสีแดงขนาดใหญี่นั้นเข้ามาในโคโลนี่ที่เชอรี่เปิดคอนเสริต    และเมื่อผจก.ส่วนตัวรู้ตัวก็รีบลากเชอรี่ลงจากเวทีทันทีเลย (ให้ความรู้สึกเหมือนภาคแรกอีกแล้ว)  ซึ่งหัวหน้าหน่วยYF ที่ใช้YF-25นั้นก็ได้ตามมาปราบ  แต่ในขณะที่ทุกอย่างชุลมุนผู้คนกำลังหนีหายไปนั้นอัลโด้ก็ตามรถของเชอรี่มา  ซึ่งอัลโด้ได้กล่าวต่อว่าเชอรี่เกี่ยวกับเธอที่ทิ้งคอนเสริตไปทั้งที่ยังไม่จบ เป็นการทำร้ายคนดู  เป็นการเสียจรรยาบรรณ(อะไรประมาณนั้น)   (ซึ่งต่างจากมินเมย์ตรงที่ไม่ว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลายเธอก็จะมองโลกในแง่ดี  (แต่เชอรี่จะเป็นดารายุคใหม่ที่คิดถึงแง่การค้าและความเป็นไปได้เป็นหลัก))  แต่เชอรี่ก็ตอบกลับไปว่า "กลับไปเถอะ "get back"  ซึ่งทำให้อัลโด้โมโหมากแล้วก็หนีไปที่อื่น

 

หลังจากนั้นมนุษย์ต่างดาวก็ได้เข้ามาในโคโลนี่บริเวณที่มันทำลายล้างนั้นมี  rankaอยู่ด้วย  แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังจะจบสิ้น YF-25ของUNก็ได้เข้ามาขัดจังหวะ  แต่เนื่องจากมัวแต่ห่วงพวกอัลโด้นักบินของYF-25จึงเสียดีแก่มนุษย์ต่างดาวจนต้องตามโดยการบีมจนเละ


ซึ่งภาพดังกล่าวติดตาอัลโด้มากในขณะที่rankaกำลังอยู่ในอันตราย  เขาจึงได้ลุกขึ้นสู้พร้อมกับYF-25  และแล้วตำนานของมาครอสปี 2059  จึงเริ่มต้นขึ้น

 


--------------------------------------------------------------------------------

 

ในส่วนของ edนั้น  เป็นเพลง do you remember love  เพลงจบของภาคแรกซึ่งต้องบอกว่าเลือกคนร้องได้เหมือนเดิมมาก   แต่หากเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นของลินมินเมย์ผมก็ยังเลือกมินเมย์มากกว่าเพราะเสียงนั้นช่างเต็มไปด้วดยความซาบซึ้งโศกเศร้าคละเคร้ากันไป  ในขณะที่เวอร์ชั่นใหม่ออกแนวอครูสสิกมากกว่า

----------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

 

 

อะต้องบอกว่าผมยังขี้เกียจเหมือนเดิมเอาไว้วันหลังค่อยมาแก้แล้วเอารูปมาเพิ่มเติมอีกที

 

 

 

 

 

-------------------------------------------------------------------------

 

 

 

edit @ 26 Dec 2007 20:12:31 by สบายๆ

edit @ 26 Dec 2007 20:21:57 by สบายๆ

edit @ 26 Dec 2007 20:46:02 by สบายๆ

edit @ 27 Dec 2007 16:13:20 by สบายๆ